We Do Dev Work
We Do Dev Work
11 Feb 2025

Software Agency คืออะไร?

Vincent
Vincent
Software Agency คืออะไร?

โดยทั่วไปแล้ว Agency คือองค์กรที่ให้บริการเฉพาะทางแก่ลูกค้า ลูกค้าจะจ้าง Agency เมื่อไม่มีเวลา ความเชี่ยวชาญ หรือทรัพยากรเพียงพอที่จะทำงานนั้นด้วยตัวเอง บ่อยครั้งที่ Agency ทำงานร่วมกับลูกค้าหลายรายในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจระยะยาว พวกเขามีทีมผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ เพื่อลงมือทำงานให้เกิดผลลัพธ์จริง ลองนึกถึงบริการด้านการตลาด บริการด้านกฎหมาย หรือบริการสรรหาบุคลากร

Software Agency อย่างเช่น We Do Dev Work คือ Agency ประเภทหนึ่งที่เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาโซลูชันดิจิทัล เช่น เว็บไซต์, แอปพลิเคชันมือถือ, ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง และแพลตฟอร์มบนระบบคลาวด์ บริการที่พวกเขามอบให้ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา การออกแบบ การพัฒนา การทดสอบ ไปจนถึงการบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ ทีมงานใน Software Agency ประกอบด้วยนักออกแบบ, DevOps engineers, ผู้จัดการโครงการ, QA testers และที่สำคัญที่สุดคือ Software developers

แผนภาพกระบวนการของ Software agency แสดงขั้นตอนการค้นหาข้อมูล การออกแบบ การพัฒนา การทดสอบคุณภาพ และการเปิดใช้งานจริง

ทำไมต้องทำงานร่วมกับ Software Agency?

ความเชี่ยวชาญ: Software Agency จ้างผู้เชี่ยวชาญในทุกสาขาของการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งบุคลากรเหล่านี้สรรหาได้ยากและบางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องทำงานในโปรเจกต์แบบเต็มเวลา ตัวอย่างเช่น DevOps engineer ที่อาจจำเป็นต้องเข้ามาดูแลเฉพาะตอนที่ผลิตภัณฑ์เริ่มขยายตัว (Scale) เท่านั้น Agency สามารถจัดหาความเชี่ยวชาญเหล่านี้ให้ได้ตามต้องการในราคาที่ประหยัดกว่าการจ้างพนักงานประจำ

ความยืดหยุ่นในการขยายตัว (Scalability): Agency สามารถปรับตัวตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของโปรเจกต์ได้ ไม่ว่าคุณจะต้องการเพียงตัวต้นแบบขนาดเล็กหรือแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ พวกเขาก็มีทรัพยากรพร้อมที่จะปรับขนาดตามความเหมาะสม

ประสิทธิภาพด้านเวลา: ทีมที่มีประสบการณ์จะส่งมอบซอฟต์แวร์ที่มีคุณภาพดีกว่าในระยะเวลาที่สั้นกว่า การทำงานร่วมกับ Software Agency ยังช่วยลดเวลาในการเฟ้นหาและรวมทีม เพราะพวกเขามีทีมที่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัวอยู่แล้ว

ความคุ้มค่า: จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น การเป็นพันธมิตรกับ Agency มักจะคุ้มค่ากว่า คุณไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลในการสรรหา การจัดการเงินเดือน และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับทีมพัฒนาซอฟต์แวร์

ความสบายใจ: การจ้างคนนอก (Outsourcing) มาดูแลงานดิจิทัลช่วยประหยัดเวลาในการบริหารจัดการ ทำให้คุณสามารถทุ่มเทเวลาไปกับหัวใจหลักของธุรกิจได้อย่างเต็มที่

รูปแบบการคิดราคาของ Software agency แสดงตัวเลือกแบบ Time & Materials และแบบราคาคงที่

Software Agency ทำงานอย่างไร?

แม้ว่าแต่ละ Agency จะมีวิธีการทำงานที่ต่างกันออกไป แต่ที่ We Do Dev Work เราทำตาม 5 ขั้นตอนนี้:

1. ขั้นตอนการค้นหาข้อมูล (Discovery phase)

Agency จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าเพื่อทำความเข้าใจเป้าหมายทางธุรกิจ ความท้าทาย และข้อกำหนดทางเทคนิค จากนั้นจะเริ่มทำการวิจัย มีการประชุมระหว่างทั้งสองฝ่ายเพื่อเคลียร์รายละเอียด กำหนดขอบเขตของงาน (Scope) และวางแผนโครงการ Agency จะช่วยขัดเกลาไอเดียของลูกค้า กำหนดความต้องการของผู้ใช้ และบางครั้งอาจมีการพัฒนา Proof of Concept (PoC) เพื่อทดสอบว่าไอเดียนั้นเป็นไปได้จริงหรือไม่ หลังจากขั้นตอนนี้ รากฐานของโปรเจกต์ที่ประสบความสำเร็จก็จะถูกสร้างขึ้น

2. ขั้นตอนการออกแบบ (Design phase)

เมื่อความต้องการชัดเจนแล้ว ทีมออกแบบจะสร้าง Wireframes และ Prototypes เพื่อจำลองหน้าตาของ User Interface (UI) นักออกแบบจะโฟกัสที่สองสิ่งคือ ประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) และส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (UI) การออกแบบไม่เพียงแต่ต้องดูสวยงามเท่านั้น แต่ผู้ใช้ทั่วไปต้องรู้สึกใช้งานง่ายและสะดวกตั้งแต่ครั้งแรกที่สัมผัส

งานออกแบบจะส่งผลต่อการเขียนโค้ดในทุกเลเยอร์ของซอฟต์แวร์ ทีมงานจะรวบรวมคำติชมจากทั้งลูกค้า นักพัฒนา QA testers และผู้ทดสอบใช้งาน เพื่อนำมาปรับปรุงงานออกแบบให้ดียิ่งขึ้น

3. การพัฒนา (Development)

นักพัฒนาจะเริ่มเขียนโปรแกรมโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดกับความต้องการของโปรเจกต์ ซึ่งรวมถึงการคำนึงถึงระยะยาว เช่น การบำรุงรักษาและการขยายตัวในอนาคต ผู้เชี่ยวชาญด้าน DevOps จะดูแลเรื่องการตั้งค่าโครงสร้างพื้นฐาน ในขณะที่ Frontend developers จะโฟกัสที่การสร้างแอปพลิเคชันสำหรับผู้ใช้งานจริง ทีมงานประกอบด้วยนักพัฒนาระดับ Senior ที่รักษามาตรฐานคุณภาพสูง และนักพัฒนาระดับ Junior ที่ช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงาน

ในระหว่างการพัฒนา ทีมงานอาจพบความต้องการที่ตกหล่น โอกาสใหม่ๆ หรือข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งจะถูกแก้ไขทันทีเพื่อป้องกันผลกระทบแบบโดมิโนต่อทั้งโปรเจกต์ เราเรียกสิ่งนี้ว่าแนวคิดแบบ Agile โดยในทุกขั้นตอนของการพัฒนา นักออกแบบยังคงพร้อมที่จะปรับปรุงงานออกแบบเสมอ ลูกค้าจะได้รับการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอและมีการนำคำติชมมาใช้เพื่อให้โปรเจกต์สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ

4. การประกันคุณภาพ (Quality assurance)

ก่อนที่จะเปิดตัวซอฟต์แวร์ การทดสอบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ผู้เชี่ยวชาญด้าน QA จะตรวจสอบทุกข้อกำหนดเพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์สุดท้ายทำงานได้ตามที่ตกลงไว้ นอกจากนี้ยังมีการทดสอบกรณีที่คาดไม่ถึง เช่น ผู้ใช้กรอกข้อมูลผิด, ปริมาณผู้ใช้งานที่พุ่งสูงขึ้น, หรือการทำงานของแอปพลิเคชันในสภาวะอินเทอร์เน็ตช้า บ่อยครั้งที่ QA จะใช้ระบบทดสอบอัตโนมัติ (Automated testing) เพื่อให้แน่ใจว่าแอปพลิเคชันยังคงทำงานได้ถูกต้องแม้จะมีการปรับแก้โค้ดในภายหลังตามกระบวนการ Agile

5. การเปิดใช้งานจริง (Going live)

เมื่อ QA และลูกค้าอนุมัติผลิตภัณฑ์แล้ว ก็จะเปิดให้กลุ่มเป้าหมายได้ใช้งานจริง Agency จะยังคงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ปัญหาที่ผู้ใช้อาจพบเจอได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว หากผลิตภัณฑ์มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว DevOps engineer อาจต้องเข้ามาอัปเดตโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการบริการที่ดียิ่งขึ้น

เมื่อผลิตภัณฑ์ใช้งานจริงแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและ Agency สามารถพัฒนาไปสู่โปรเจกต์ต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้นตามกาลเวลา ลูกค้าอาจเคยตัดบางฟีเจอร์ออกไปเพื่อประหยัดงบ แต่หลังจากโปรเจกต์ประสบความสำเร็จและได้รับความนิยม ลูกค้าอาจเห็นคุณค่าของการลงทุนเพิ่มเพื่อขยายธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้นไปอีก

รูปแบบการคิดราคาที่ Software Agency ใช้

เมื่อทำงานร่วมกับ Software Agency มีรูปแบบการคิดราคาที่หลากหลายให้เลือก ซึ่งรุ่นที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับขอบเขตงาน ระยะเวลา และงบประมาณ

1. แบบจ่ายตามจริง (Time and materials - T&M)

ในรูปแบบนี้ ลูกค้าจะจ่ายตามเวลาและทรัพยากรที่ใช้จริงในโปรเจกต์ วิธีนี้มีความยืดหยุ่นสูงและเหมาะที่สุดสำหรับโปรเจกต์ที่ความต้องการมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ข้อดี:

ความต้องการสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะในโปรเจกต์ระยะยาว และต้นทุนต่อชั่วโมงการทำงานจริงมักจะต่ำกว่า

ข้อเสีย:

คาดการณ์งบประมาณระยะยาวได้ยาก และลูกค้าต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการขอบเขตงาน

2. แบบราคาคงที่ (Fixed price)

ลูกค้าและ Agency ตกลงเห็นชอบในรายละเอียดโครงการ ขอบเขตงาน และราคาที่แน่นอน เมื่อใช้รูปแบบนี้ Agency จะให้คำมั่นว่าจะส่งมอบงานภายในขอบเขตที่กำหนด หากโปรเจกต์ล่าช้า Agency จะเป็นผู้รับผิดชอบในการเร่งงานให้ทัน


ข้อดี:

งบประมาณชัดเจนแน่นอน ลูกค้าไม่จำเป็นต้องเข้ามาวุ่นวายมากนักในระหว่างการพัฒนา

ข้อเสีย:

ยืดหยุ่นน้อยกว่า การเปลี่ยนแปลงความต้องการจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม และโดยทั่วไป Agency จะรวมค่าบริหารจัดการไว้ในราคาประเมินที่สูงกว่า

3. แบบทีมเฉพาะกิจ (Dedicated teams)

Agency จัดหาทีมผู้เชี่ยวชาญให้ในราคาเหมาจ่ายรายเดือน ทีมนี้จะทำงานให้กับโปรเจกต์ของคุณโดยเฉพาะ เหมาะสำหรับการเป็นพันธมิตรระยะยาวและโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่มีความต้องการค่อนข้างคงที่

ข้อดี:

ควบคุมทีมงานได้เต็มที่ ความต้องการเปลี่ยนแปลงได้โดยเฉพาะในโปรเจกต์ระยะยาว ค่าใช้จ่ายรายเดือนคงที่ และต้นทุนต่อชั่วโมงการทำงานจริงต่ำกว่าแบบราคาคงที่


ข้อเสีย:

ลูกค้าต้องมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการขอบเขตงาน

4. แบบผสมผสาน (Hybrid models)

บาง Agency เสนอโมเดลแบบผสมผสาน โดยนำองค์ประกอบของรุ่นต่างๆ มาใช้ร่วมกัน เช่น ขั้นตอนการค้นหาข้อมูลเริ่มแรกอาจเป็นแบบ T&M ในขณะที่ช่วงการพัฒนาเป็นแบบราคาคงที่ และการสนับสนุนต่อเนื่องเป็นแบบทีมเฉพาะกิจ

ข้อดี:

สมดุลระหว่างความยืดหยุ่นและการคาดการณ์งบประมาณ ปรับแต่งได้ตามความต้องการเฉพาะของโปรเจกต์

ข้อเสีย:

ต้องมีการวางแผนอย่างรอบคอบและการสื่อสารที่ชัดเจน

บทสรุป

การเป็นพันธมิตรกับ Software Agency สามารถช่วยเปลี่ยนไอเดียดิจิทัลให้กลายเป็นความจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ Agency มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ โดยการมอบโอกาสในการเข้าถึงทีมงานที่เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา และโซลูชันซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อน ในราคาที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณ


ไม่ว่าคุณจะต้องการทดสอบความเป็นไปได้ของไอเดีย ขยายแพลตฟอร์มที่มีอยู่ หรือสร้างโซลูชันที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ Software Agency อย่าง We Do Dev Work พร้อมมอบความเชี่ยวชาญและการสนับสนุนที่คุณต้องการในทุกขั้นตอน

Related articles

เหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ทำลายอุตสาหกรรมดนตรีได้อย่างไร
History 18 May 2026

เหล่านักพัฒนาซอฟต์แวร์ทำลายอุตสาหกรรมดนตรีได้อย่างไร

ซอฟต์แวร์ไม่ได้ทำลายอุตสาหกรรมดนตรี แต่มันเขียนอุตสาหกรรมนี้ขึ้นมาใหม่ และเช่นเดียวกับการเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้ง มันสร้างทั้งผู้ชนะ ผู้แพ้ และกฎเกณฑ์ชุดใหม่ทั้งหมด

Vincent
Vincent
ทำไมเราถึงไม่ควรละทิ้งความหวังในยุโรป
21 Nov 2025

ทำไมเราถึงไม่ควรละทิ้งความหวังในยุโรป

มันอาจจะฟังดูแปลกไปสักหน่อยเมื่อมาจากปากของคนที่ย้ายจากยุโรปมาอยู่เอเชีย เมื่อผมบอกใครต่อใครว่าผมกำลังจะออกมาปกป้องยุโรป พวกเขามักจะเลิกคิ้วด้วยความสงสัย ผมอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ บริหารเอเจนซี่ซอฟต์แวร์ในประเทศไทย และรายล้อมไปด้วยตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูงสุด ตามทฤษฎีแล้ว ผมควรจะเป็นคนสุดท้ายที่ออกมาโปรโมตว่ายุโรปเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยโอกาส แต่ยิ่งผมได้ทำงานกับบริษัทในยุโรปมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่า ยุโรปถูกเข้าใจผิดมากกว่าที่จะเป็นฝ่ายตามหลัง

Vincent
Vincent
ก้าวข้าม Vercel และ Netlify: มองหาทางเลือกการโฮสต์ Frontend ที่ตอบโจทย์กว่า
Devops 12 Nov 2025

ก้าวข้าม Vercel และ Netlify: มองหาทางเลือกการโฮสต์ Frontend ที่ตอบโจทย์กว่า

เมื่อไม่นานมานี้ การ Deploy เว็บไซต์เคยเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก คุณต้องเช่า VPS, ติดตั้ง Nginx, ตั้งค่า SSL, คอยกังวลเรื่อง Port และ Permission แถมยังต้องลุ้นว่าเซิร์ฟเวอร์จะล่มไหมตอนอัปเดตเวอร์ชันใหม่ จนกระทั่ง Netlify และ Vercel เข้ามาเปลี่ยนโลก เพียงแค่เชื่อมต่อ GitHub แล้ว Push Code เว็บไซต์ก็ออนไลน์ได้ทันที สำหรับ Frontend Developer แล้ว นี่คือเวทมนตร์ชัดๆ

Vincent
Vincent
ติดต่อเรา

พร้อมพาธุรกิจของคุณไปสู่ระดับต่อไป

ร่วมมือกับทีมมืออาชีพที่เปลี่ยนความคิดให้กลายเป็นประสบการณ์ทางธุรกิจอันทรงพลังและเติบโตไปพร้อมกับคุณ